ตั้งให้กาหลงเป็นเว็บแรกที่คุณเลือก เก็บกาหลงไว้เป็นเว็บโปรด
เข้าสู่ระบบ สมัครเป็นสมาชิกกับกาหลง
Khalong Amulet
ดู: 8779|ตอบ: 28
ซ่อนแถบด้านข้าง

อาถรรพณ์และสิ่งเร้นลับ "อภินิหารพ่อแก่" จากเค้าโครงเรื่องจริง

[คัดลอกลิงก์]
นำมาให้อ่านแก้เหงาครับ...อ่านไปคุยกันไปครับ

จากงานเขียนเก่าๆ...ทวี เย็นฉ่ำ

สิ่งอาถรรพณ์ และความเร้นลับอันเกี่ยวข้องกับความอาถรรพณ์ หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ตามในโลกนี้มีมากทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าในที่นั้นชนชาตินั้นจะนับถือภูตผีหรือนับถือศาสนาใดก็ตาม
ในชีวิตของผมที่ยืนยาวนานมากกว่าครึ่งศตวรรษ ได้พบกับอาถรรพณ์ที่มีความแปลกประหลาด ได้เผชิญกับอภินิหารสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆมากมาย ซึ่งผมจะแกะเกร็ดจากย่ามความจำมาเสนอต่อท่านผู้อ่านในคอลัมน์นี้เป็นประจำตั้งแต่นี้
ไป

การสัมผัสกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งเร้นลับอาถรรรพณ์ มีทั้งที่ผมได้เคยไปเกี่ยวข้องด้วยตนเอง และผู้ที่ผมได้ไปเกี่ยวข้องด้วยได้เล่าสู่กันฟัง...ฯลฯ
ดังเรื่องที่จะเสนอต่อไปนี้...

“อภินิหารพ่อแก่...”

ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงของชาวนาฏะดนตรี หรือการแสดง “ลิเก” หรือ “ยี่เก” แล้วอาจนึกถึงคุณพ่อแก่ ๆ ถ้ามีใครเอ่ยถึง “พ่อแก่” แต่พวกที่เต้นกินรำกินเป็นอาชีพ เช่น ชาว “ลิเก” แล้วย่อมรู้ดีว่าหมายถึง “ศีรษะพ่อครู” หรือ “ศีรษะองค์ฤาษี” ที่ประดิษฐานไว้ที่หลังฉาก ในโรงลิเกนั่นเอง

คุณพ่อของผมท่านมีอาชีพแสดงลิเกมาประมาณ 40 ปีเศษ...ตั้งแต่ผมยังไม่เกิด เล่นเป็นตัวเสนาเฝ้าเสาท้องพระโรง กระทั่งเป็นตัวประกอบ มีบทเจรจา...อย่างที่หนังฝรั่งหรือละครฝรั่งเรียกว่าเป็นตัว “คาสติ้ง”

คุณพ่อเล่นลิเกมาตั้งแต่อายุ 17-18 มากระทั่งเป็นทหารรบอยู่ชายแดนอินโดจีน ด้านปอยเปต เมืองเขมร อายุตอนนั้นก็ราว 21-22 และเป็นทหารอยู่ 6 ปี ได้รับเหรียญชัยสมรภูมิกับเขาเหมือนกัน

ตอนเป็นทหารก็ได้แสดงลิเก “ปลอบขวัญทหารหาญ” ที่ชายแดนโดยจัดทีมทหารที่มีหน่วยก้านเอามาฝึกเล่นลิเก โดยคุณพ่อของผมท่านเป็นหัวหน้าคณะเอง...แต่งเรื่องเอง เขียนบทร้องราชนิเกริงบทเจรจาต่าง ๆ จนเล่นเป็นเรื่องได้...และคุณพ่อก็เล่นเป็นพระเอกเสียเอง เพราะว่าคุณพ่อรูปหล่อ

พระเอกนั้นไม่มีปัญหา แต่นางเอกมีปัญหาแน่ ๆ เพราะใช้ชายเทียม แต่รูปทรงอรชร โดยเฉพาะใบหน้านั้นหวานราวตาลเฉาะ เป็นที่ฮือฮากรี๊ดกร๊าด เป็นขวัญใจเหล่านักรบชายแดน ว่างั้นเถอะ...

หน่วยทหารที่คุณพ่อสังกัดอยู่ตกในราวปี 2484 ญี่ปุ่นบุกไทย บุกเพิร์ลฮาร์เบอร์ของชาวอเมริกันนั่นแหละ...นั่นคือสงครามมหาเอเชียบูรพา

หน่วยทหารของคุณพ่อตามปกติตั้งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี นั่นคือจังหวัดที่ผมเกิด หน่วยทหารเรียกว่า ร.พัน 6 ไกลออกไปจากค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หลายกิโลเมตร...ฯลฯ

เมื่อคุณพ่อถูกปลดประจำการก็พาคุณแม่และตัวผมกับน้องชายอายุเพียงขวบสองขวบอพยพไปอยู
่จังหวัดกำแพงเพชร ทิ้งที่นาที่พอมีเป็นมรดกอยู่บ้างที่จังหวัดลพบุรีให้คนเขาเช่าไปก่อน

ชีวิตยากแค้นที่จังวัดกำแพงเพชร สมัยนั้นประมาณปี 2487 อุดมไปด้วยป่าดิบ สัตว์ร้ายและหมู่บ้านทำไร่ ทำนา บุกเบิกถางป่า สู้กับโจรภัยที่อำเภอขาณุวรลักขณ์ แถวกระดานเบอร์...หาดชะอม..โรงมันฯ

เรื่องของการทำไร่ทำนาคุณพ่อผมไม่ค่อยถนัด จึงยึดอาชีพถนัดคือเล่นลิเก กระทั่งมีชื่อเสียงโด่งดัง..ประจำคณะ..."ศรีกำแพงเรืองนาม" ของ “แม่เนื่อง” แม่ครูลิเกที่ชาวลิเกนับถือ

คุณพ่อของผมเป็นพระเอกลิเก มีชื่อเสียงมานาน กระทั่งอพยพมาอยู่จังหวัดนครสวรรค์ อายุก็ประมาณ 40 ปีแล้ว
แต่ก่อนแต่ไร คณะลิเกของคุณพ่อปะทะกับคณะอื่น คือแสดงประชันกันคนละฟากของงานวัด..คณะของคุณพ่อจะชนะเสมอ คือคนดูมากกว่า

ในระยะหลัง เกิดมีวงดนตรีลูกทุ่งเกิดขึ้นมากมายและเดินสายออกแสดงทั่วประเทศ คณะลิเกของคุณพ่อจึงต้องแสดงประชันกับวงดนตรีลูกทุ่ง แต่คนก็มาดูลิเกของคุณพ่อมากกว่า จากคณะ “ศรีกำแพงเรืองนาม” มาเป็นคณะของคุณพ่อ... “ส่งเสริมวาทศิลป์” ชื่อเสียงยังโด่งดัง
กระทั่ง...จนได้แหละครับ วันหนึ่งต้องมาถึง...

คณะลิเกของคุณพ่อต้องแสดงประชันกับวงดนตรีของนักร้องลูกทุ่งที่ดังสุดขีดของยุคนั้นค
ือ “ชาย เมืองสิงห์”
คณะลิเก ของคุณพ่อแพ้...คนดูน้อยกว่า...
“ซูม” แห่ง “ไทยรัฐ” ยุคนี้...แต่ยุคโน้น...“ซูม” เริ่มต้นขีดเขียนและชื่อดังที่ “พิมพ์ไทย” สมัยนั้นเปรียบได้กันก็คือไทยรัฐสมัยนี้นั่นเอง

“ซูม” เขียนรายงานลงในหน้าบันเทิงของ น.ส.พ.พิมพ์ไทย ว่า “ที่นครสวรรค์ คณะลิเกของ “ครูเสริม” คือ คณะ “ส่งเสริมวาทศิลป์” ถูกวงดนตรีลูกทุ่งชั้นยอดนิยมของประเทศ กวาดคนดูไปได้ท่วมท้น...”

“หมดยุคของ ลิเก...ครูเสริม เสียแล้ว”

“ได้ข่าวว่าไปอยู่ลพบุรี... ไม่ทราบว่าไปยึดอาชีพอะไร”

“วงแตกซะแล้ว...น่าเห็นใจครูเสริม...”

“...แต่คนเฒ่าคนแก่ ยังนิยมดูลิเกของครูเสริมเสมอ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง...”

“แต่เด็กหนุ่มสาวรุ่นใหม่เลิกนิยมลิเกเสียแล้ว หันมาชอบวงดนตรี..และไม่ใชกระเทือนเฉพาะครูเสริม ทว่า...คณะลิเกเฉพาะจังหวัดลพบุรีและอยุธยาร่วมร้อยกว่าคณะต้องประสบปัญหาทางเศรษฐกิ
จอย่างรุนแรง” (ช่วงปี 2508-2509 อาภัสราเป็นนางงามจักรวาล)

ความจริงแล้ว...คุณพ่อมาอยู่ลพบุรี อีกครั้ง...ด้วยการนำลิเกมาออกอากาศ คือแสดงทางวิทยุ มีรายการโฆษณา ก็ได้รับความนิยมพอควรพอยังชีพอยู่ได้..และในที่สุดอายุมากเข้าก็ลาโรงไป

ผมเองขณะนั้น ก็จบ ม.6 จากโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี สอบเข้าโรงเรียนเพาะช่างได้ (ปัจจุบันเป็นวิทยาเขตเพาะช่าง ตั้งอยู่ใกล้ ๆ โรงเรียนสวนกุหลาบในกรุงเทพฯ)

เมื่อผมเรียนอยู่ปีที่หนึ่ง...มีรุ่นพี่เรียนอยู่ปีที่ 2 แก่กว่าผมหนึ่งปี ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในการเป็นนักร้องลูกทุ่งเมืองไทย ก็คือ... “ชาย เมืองสิงห์” นั่นเอง..

ตั้งแต่ช่วงต้น ที่คุณพ่อสังกัดอยู่กับคณะลิเกแม่เนื่อง คณะ “ศารีกำแพงเรืองนาม” กระทั่งมาตั้งคณะของตนเองคือคณะ “ส่งเสริมวาทศิลป์” นี้ คุณพ่อมี...“ศีรษะพ่อแก่” บูชาอยู่ตลอด และได้จุดธูป “บน” ได้ผลนับเป็นร้อย ๆ ครั้ง

รวมทั้งชาวลิเกจุดธูปบนที่บ้าน บางทีคนละจังหวัดวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของพ่อแก่ก็ยังไปช่วย และพวกเขาก็มาแก้บนที่บ้านคุณพ่ออยู่เสมอ พวกผมก็พลอย “อิ่ม” ไปด้วยทุกครั้ง คือพวกเขา “แก้บน” เสร็จพวกเราก็เป็นลูกศิษย์ แม้ว่าของแก้บนที่เหลือและลามาจะ “จืดสนิท” เป็นที่ผิดสังเกต แต่ผมและน้องๆ และคุณพ่อคุณแม่ก็ปรุงเป็นอาหารประเภทใหม่ รับประทานกันได้ เพราะฐานะยากจน... แต่ตอนหลังฐานะดีขึ้นตามลำดับ (ของบนเป็นหัวหมู ไก่ต้ม ฯลฯ)

การ “แก้บน” ให้แก่พ่อแก่ หรือศีรษะพ่อครู นี้...ชาวลิเก เดินทางมาแก้บนรวมแล้วหลายร้อยครั้ง จำไม่หวาดไม่ไหว

ตั้งแต่ยุคแม่นื่อง (พ่อผมเรียก ความจริงผมต้องเรียกย่าเนื่อง) ผมเรียกตามพ่อ..มีการ “บน” มาตลอด...ได้ผลเป็นส่วนมากเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

บางอย่าง “พ่อแก่” ก็ช่วยไม่ไหวเหมือนกัน เพียงแต่ชะลอเหตุการณ์ให้หนักเป็นเบา.. เพราะบุคคลแต่ละคนมีกรรมเก่าของตน เป็นผู้กำหนดชีวิตอยู่ นี่ว่าตามหลักของพุทธศาสนา

ส่วนเรื่องของ “ศีรษะพ่อแก่” เป็นเรื่องของสิ่งอาถรรพณ์ทางไสยศาสตร์โดยแท้...เพราะว่าศีรษะพ่อแก่สร้างขึ้นจากดิน 7 ป่าช้า และส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น กระดาษสา กระดาษใบลาน และการอัญเชิญพลังฤทธิ์ องค์ฤาษี 108 มาประจุไว้... ฯลฯ

นี่เป็นการสันนิษฐานของคุณพ่อ และบางอย่างก็นำเรื่องจริงที่ทราบมาจาก “แม่เนื่อง” มาบอกกล่าวให้ศิษย์ และคุณแม่ และลูก ๆ ได้รับฟังอยู่เสมอ

“ศีรษะพ่อแก่” นี้มีอายุราว ๆ ร้อยปีเศษ..ต้นเดิมเป็นมาอย่างไรไม่ทราบแน่ชัด แม่เนื่องได้รับมาเป็นมรดก บูชาเซ่นสรวงมาตลอด เมื่อถึงคราวลิเกคณะ “ศรีกำแพงเรืองนาม” ลาโรง..แม่เนื่อง หรือย่าเนื่องได้ประสิทธิ..มอบ “ศีรษะพ่อแก่” ให้แก่คุณพ่อของผม อันเป็นศิษย์คนโปรดที่แม่เนื่องรักเมตตามาก “ศีรษะพ่อแก่” จึงได้มาปกปักรักษาลิเกคณะ “ส่งเสริมวาทศิลป์”

ต่อมากาลที่แม่เนื่องละสังขารด้วยโรคชรา คุณพ่อของผมได้อัญเชิญศีรษะพ่อแก่ และพาคณะส่งเสริมวาทศิลป์ไปเล่นบูชาครูในงานศพแม่เนื่องเป็นที่มโหฬาร ดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของพ่อแก่ ได้เข้าสิง “นางเอก” ของคณะร้องไห้อย่างโหยหวน และร่ำร้องเพลงเก่าเป็นเพลงโศก ที่ชาวคณะลิเกไม่เคยได้ยินมาก่อน..

มีชายหนุ่มคนหนึ่งบังอาจไปนั่งที่เตียงไม้สักที่แม่เนื่องเคยนอน และนั่งอยู่ประจำ ก็ถูกถีบตกเตียง มีอาการเป็นอัมพาต เดินไม่ไหว และชายหนุ่มเล่าว่าเห็นเป็นชายชรานุ่งห่มคล้ายหนังเสือมาถีบตนตกเตียง ปวด เคล็ด ขัด ยอก เดินไม่ได้ ต่อมาชายหนุ่มและพ่อแม่ทำพิธีขอขมา จึงได้หายจากอาการป่วยเป็นอัมพาตอย่างกับปลิดทิ้ง

เรื่องราวของ “พ่อแก่” มีมาก จะได้กล่าวถึงในตอนต่อ ๆ ไป และขอรายงานว่า เมื่อคุณพ่อของผมเสียชีวิตเมื่ออายุ 64 ปี เมื่อปี 2527 ด้วยโรคลมปัจจุบันทันด่วน..

ศีรษะของพ่อแก่ได้เป็นมรดกของน้องชายของผม อายุ 46 ปี ในปี 2535 นี้.. และทุกวันนี้มีผู้ “บน” พ่อแก่ได้ผลอยู่เสมอ ฯลฯ

เหตุที่น้องชายของผมได้เป็นผู้รักษาบูชาครูพ่อแก่ต่อไป ก็เพราะน้องชายของผมเป็นศิษย์รับมอบวิชาการแสดงลิเกมาจากคุณพ่อโดยแสดงเป็นพระเอกลิเ
กอยู่ร่วมสิบปี เล่นเป็นพระเอกลิเกก็พอใช้ได้ แต่ถ้าเล่นเป็นตัวโกงก็ดังระเบิดเชียวละ...

ส่วนผมมาเอาดีทางขีด ๆ เขียน ๆ เคยคิดจะเอาดีทางลิเกก็ไม่ได้ดี ได้แต่เป็นตัวเสนายืนเฝ้าเสา แถมยังเป็นตัวเสนาที่ใช้ไม่ได้ เพราะมองดูนางเอกลิเกมากเกินไป.. ฯลฯ

ตอนที่ผมมาเรียนเพาะช่าง ตอนนั้นอาจารย์เหม เวชกร ยังอยู่ได้มาบรรยายสอนพิเศษ...ผมตอนนั้นไม่อยากรบกวนทางบ้าน จึงเขียนนิยายภาพเรื่องผี ส่งพิมพ์ขายพอมีรายได้อยู่บ้าง และได้มาอาศัย “ป้าสมบุญ” ซึ่งเป็นแม่ค้าขายข้าวแกงอยู่ที่พาหุรัด หาบเอาไปสองหาบวางขายที่วังบูรพาขายดีมาก ระดับเชลล์ชวนชิม..

พอดี คุณป้าสมบุญ มีหลานชายเป็น “จอมลิเก” ตัวกลั่น มีชื่อเสียงระดับชาติ เคยได้รางวัลสร้อยคอและถ้วยทองคำ ชนะเลิศประกวดลิเกจากจอมพล ป.พิบูลสงคราม มาแล้ว ได้มาอาศัยป้าสมบุญอยู่เช่นกัน...และเริ่มหันมาร้องเพลงลูกทุ่งและแต่งเพลง “บัวตูมบัวบาน” อยู่ต่อหน้าผม..เขามีศิษย์รับใช้อยู่คนหนึ่ง คอยขัดรองเท้าให้ คอยซื้อโอเลี้ยงให้ ศิษย์รักคนนี้ ต่อมาเป็นโฆษกชื่อดังและเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ครีม “กวนอิม”
อันลือลั่น
(โปรดอ่านตอนต่อไป)

ฟรี! เช็คเบอร์โทรของคุณ กับโชว กาหลง วิเคราะห์ความรัก การงาน การเงิน โทร 08 96663263
kaineverdie โพสต์เมื่อ 11-1-2011 21:34 | แสดงโพสต์ทั้งหมด
อ่านจบแล้ว เคารพและศรัทธาพ่อแก่เสมอมา....
Hi-Bridge โพสต์เมื่อ 11-1-2011 22:31 | แสดงโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขล่าสุด Hi-Bridge เมื่อ 11-1-2011 22:37

เคารพในองค์ครูพ่อแก่ เช่นกันครับ ... นับถือศรัทธาจริง  ท่านคุ้มครองเราเสมอครับ  


ชอบงานเขียน ของ อ.ทวี  เสมอครับ ... น่าอ่าน-น่าติดตามมากๆ
ตอนเด็กๆ เคยอ่านเรื่อง กระสือสาว ของท่าน ... กลัวก็กลัว   ชอบก็ชอบ
ทราบมาว่า  อ.ทวี นั้น ... ดูดวงและ แนะนำวิธีเสริมดวง ได้ผลยอดเยี่ยมมากๆ (นักการเมือง + นักธุรกิจ
ชื่อดังหลายๆ ท่าน  ได้รับการชี้แนะจาก อ.ทวี  จนรอดพ้นจากอุปสรรค และ เจริญรุ่งเรืองมาถึงทุกวันนี้)

แทรกอีกนิดนะ ... หลานชายป้าสมบุญ ที่เป็นยอดลิเก และน้องร้องลูกทุ่ง  ท่านคือ ครูบุญสม  อยุธยา
(หลวงพ่อพร  ภิรมย์  อดีตราชาเพลงแหล่ และนักแต่งเพลง- ท่านมรณะภาพแล้วเมื่อปลายปี 53 ครับ)

ส่วนศิษย์รับใช้ของท่านครูฯ  คือ อ.ประจวบ  จำปาทอง  โฆษกชื่อดัง  ที่นักแสดงตลก มักชอบนำวิธี
การพูดของท่าน มาใช้ล้อเลียนในการแสดงเสมอครับ

เชิญ อ.โก๊ะ  กา(ไม่)หลง (แต่สาวหลง...เพียบ)    เล่าเรื่องดีๆ สนุกๆ ต่อเลยนะคร้าบ  
 เจ้าของ| โก๊ะ โพสต์เมื่อ 11-1-2011 23:05 | แสดงโพสต์ทั้งหมด
ขอบพระคุณทั้งสองท่านที่แวะมาอ่านและท่านอื่นๆที่อ่านแต่ไม่ได้ลงกระทู้มาคุยกัน...

คิดอยู่นานว่าจะเอามาลงดีมั้ย..จริงๆมีที่สวนขลังนานแล้วพี่สาวเค้าเอามาลง

แสดงว่าท่าน Hiฯ(ชื่อยาว)....นี่แฟนตัวยงเลยนะนั่น! จริงๆแล้วคุณพ่อผมก็ธรรมดาๆนี่แหละ

แกชอบดูลายมือ(ฟรีๆ)ดันแม่น เค้าว่ากันนะ มาเรื่องนิยายเรื่องแรกๆที่จัดว่า คนรู้จักก็ กระสือสาว

ชื่อดั่งเดิมต้องชื่อนี้ครับ คุณพ่อชอบเขียนเรื่องผีๆสางๆ มาโดยตลอด จนมาเรื่องผีหัวขาด ทีคุณสรพงษ์

เป็นพระเอก...ตอนนี้ได้ข่าวว่า เรื่องกระสือนั้นจะมาลงจอแก้วให้เราได้ดูชมกัน คงต้องคอยฟังข่าวครับว่าเมื่อไหร่

ช่องอะไร...เอาไว้หาต้นฉบับภาพการ์ตูน ลายเส้น ฝีมือคุณพ่อเจอผมจะนำมาให้ชมครับ สมัยผมเด็กๆเลย

อ้าวเกิดทันยกมือขึ้น ฮ่าๆ...ก็สมัยหนังสือการ์ตูน เบบี้ หนูจ๋า ขายหัวเราะ(เล่มใหญ่นะ)

พรุ่งนี้ค่อยมาต่อตอนต่อไปนะครับมิตรรักชาวกาหลง
Jay โพสต์เมื่อ 11-1-2011 23:10 | แสดงโพสต์ทั้งหมด


    สุดยอด อภินิหารพ่อแก่ ครับ
Jay โพสต์เมื่อ 11-1-2011 23:12 | แสดงโพสต์ทั้งหมด
เคารพในองค์ครูพ่อแก่ เช่นกันครับ ... นับถือศรัทธาจริง ...
ต้นฉบับโพสโดย Hi-Bridge เมื่อ 11-1-2011 22:31


    เคยให้ อาจารย์ทวีท่าน ดูให้ด้วย หล่ะ อิ อิ
 เจ้าของ| โก๊ะ โพสต์เมื่อ 12-1-2011 08:46 | แสดงโพสต์ทั้งหมด
เคยให้ อาจารย์ทวีท่าน ดูให้ด้วย หล่ะ อิ อิ ...
ต้นฉบับโพสโดย Jay เมื่อ 11-1-2011 23:12



    พี่เจย่องไปมาตอนไหนอ่า...
CUTE19 โพสต์เมื่อ 12-1-2011 08:56 | แสดงโพสต์ทั้งหมด
พระภรตมุนี "รังสรรค์งานศิลป์หัวโขน"โดย พ่อครูศิริพงษ์ วัดสุทธาราม สำเหร่

หัวโขนพระภรตมุนี(พ่อแก่)

หัวโขนพระภรตมุนี(พ่อแก่)
 เจ้าของ| โก๊ะ โพสต์เมื่อ 12-1-2011 09:26 | แสดงโพสต์ทั้งหมด

เศียรบรมครูวัดประดู่ จ.สมุทรสงคราม

พ่อแก่.jpg
 เจ้าของ| โก๊ะ โพสต์เมื่อ 12-1-2011 09:37 | แสดงโพสต์ทั้งหมด
มาอ่านกันต่อตอน 2

การที่ผมได้เรียนโรงเรียนเพาะช่าง เมื่อ พ.ศ. 2503 และได้ไปอาศัยคุณป้าสมบุญ แม่ค้าขายข้าวแกงอยู่แถวพาหุรัด กรุงเทพฯ ยุคนั้นโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุงยังไม่ถูกทุบทิ้ง หลานของคุณป้าสมบุญ ที่ว่าเป็นลิเกตัวกลั่นระยะนั้นเริ่มเป็นนักร้องลูกทุ่ง และได้แต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง เนื่องจากเขียนโน้ตไม่เป็น จึงใช้วิธีเคาะจังหวะกับหน้าต่างโทรมๆ ซึ่งเป็นบ้าน 2 ชั้น อยู่ในสลัมแออัด สร้างจากเศษไม้ที่เหลือรอดจากการถูกระเบิด

เมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่สอง และวัดเลียบ หรือบริเวณวัดราษฎร์บูรณะถูกถล่มในสมัยก่อน ผมอายุเริ่ม 20 ได้เงี่ยหูฟัง
พระเอกลิเกอมตะท่านนี้ ซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 30 เศษ แต่งเพลงนั้นอยู่หลายวันต่อมา เพลงนี้ โด่งดังมาก คือ เพลง “บัวตูม-บัวบาน”

ศิษย์รับใช้ของพระเอกลิเกอมตะ ท่านนี้คือ “พร ภิรมย์” นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ในเวลาต่อมา ปัจจุบันท่านวชเป็นพระมาหลายปีแล้ว
ศิษย์รับใช้ของท่านต่อมาก็เป็นโฆษกชื่อโด่งดังเช่นกัน แถมเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่องสำอางลือลั่นตรา “เจ้าแม่กวมอิม” บุคคลผู้นี้คือ คุณ “ประจวบ จำปาทอง” นั่นเอง ซึ่งท่านผู้อ่านได้รู้จักชื่อเสียงเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

การที่ “พี่สม” หรือ คุณบุญสม มีสมวงศ์ หรือ “พร ภิรมย์” มีอาชีพเดิมคือการแสดงลิเกนี้เอง สิ่งที่เคารพมากก็คือ “พ่อแก่” หรือ “ศีรษะพ่อครู” (ศีรษะฤาษี) ซึ่งจะมีขนาดไม่เท่ากันและวัสดุที่สร้างก็แตกต่างกันออกไป การ “บน” ต่อองค์ฤาษีเป็นเรื่องที่แยกออกจากกันไม่ได้ เป็นคล้ายๆ ลูกๆ กับพ่อแม่..ลูก ๆ จะต้องขอคำปรึกษาหารือ และขอพึ่งพาบารมีของพ่อแม่เสมอไป พวก
ลิเกก็เหมือนกัน

ผมผู้เขียนขอบอกกับท่านผู้อ่านว่า การที่เราทำอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วมีอุปสรรค เราแก้ไขด้วยวิธีแห่งความเป็นไปได้ ก็หมดหนทาง แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะสามารถแก้ไขให้ท่านได้อย่างชนิดที่ท่านคาดไม่ถึงทีเดียว เช่นท่านเงินขาดมือในที่ทุรกันดาร ท่านจะไปหยิบยืมจากใครก็ไม่ได้ ลองไปยืมแล้วก็ไม่ได้ไปยืมคนหลายคนแล้วก็ผิดหวังทั้งหมด แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถช่วยได้อย่าง ชนิดที่เราคาดไม่ถึงทีเดียว

อย่างเรื่องของ “พ่อแก่” นี้ ตัวแสดงลิเก ทุกคนในคณะศรีกำแพงเรืองนาม หลังจากกระจัดกระจายไปอยู่ตามจังหวัด หรืออำเภอห่างไกลออกไป ผู้ใดมีเรื่องเดือดร้อนสิ่งใดก็จะจุดธูป “บน” ต่อพ่อแก่ทุกคน เช่น “ตัวโกง” คนหนึ่งของลิเกคณะศรีกำแพงเรืองนาม ซึ่งเป็น “อา” ของผมเอง ตอนหลังเมื่อ “แม่เนื่อง” อาจารย์ใหญ่ เสียชีวิตแล้ว คุณพ่อของผมซึ่งเป็น “พระเอก” ของคณะต่อจาก “พระเอกถนอม” ที่เสียชีวิตไป เมื่อมาเสียอาจารย์ใหญ่ไปอีก คุณพ่อของผมจึงมาตั้งคณะใหม่ชื่อ “ส่งเสริมวาทศิลป์” และอพยพครอบครัวมาอยู่จังหวัดนครสวรรค์ ลิเกคณะส่งเสริมวาทศิลป์ มาโด่งดังที่จังหวัดนครสวรรค์ และอาเฉลิม ซึ่งเป็นน้องชายแท้ ๆ ของคุณพ่อ ได้อพยพครอบครัวมาอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ มาเป็น “ตัวโกง” ที่ลือลั่นอยู่หลายปี ประมาณ 8-9 ปีให้หลัง อาเฉลิมได้อพยพครอบครัวไปอยู่จังหวัดกำแพงเพชรอีก ตอนนี้อาเฉลิมมีลูกเล็ก ๆ สามคนทั้งชายหญิง

อาเฉลิมได้ไปซื้อที่ดินราคาถูกๆ เอาไว้ประมาณ 10 ไร่ เรียกว่ายุคบุกเบิก (ปัจจุบันมีที่ดินเกือบ 100 ไร่ ราคาหลายสิบล้าน)
ยุคนั้นเป็นยุคเมื่อประมาณ 40 กว่าปีมาแล้ว ด้วยทุนจำนวนจำกัดยุคนั้น บ้านแถวนั้น ตั้งอยู่ห่าง ๆ กัน มีป่ารกทึบ มีเสือบอง มีสัตว์ป่าหลายชนิด ชื่อตำบลว่า “โขมงหัก” เพราะมีต้นโขมงใหญ่โบราณหักอยู่ต้นหนึ่ง ปัจจุบันนี้ต้นโขมงตายพราย และถูกโค่นหายไปจากความทรงจำของชาวโขมงหักรุ่นใหม่แล้ว ตำบลโขมงหัก จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็นตำบล “เทพนคร” ตำบลนี้ครั้ง 1 พันกว่า
ปีมาแล้ว เป็นเส้นทางเดินทัพผ่านมาแวะหยุดตั้งกองทัพของ “พระนางจามเทวี” วีรกษัตริย์แห่งหริภุญไชย (ลำพูน)

อาเฉลิม มายึดอาชีพทำไร่ ทั้งกล้วย อ้อย กล้วยก็ “กล้วยไข่” อันขึ้นชื่อลือชาของเมืองกำแพงเพชรนั้นแหละครับ
ทำไปทำมาทุนหมด หมดจริง ๆ แม้ข้าวสารจะกรอกหม้อก็ไม่มี เพราะต่างก็ยากจนกันทั้งนั้น ที่สำคัญคือ ยังไม่รู้จักใครที่จะสนิทสนมกันเหมือนอย่างทุกวันนี้ อีกทั้งยุคนั้น บ้านเรือนตั้งกันอยู่ห่าง ๆ เป็นกระต๊อบกันทั้งนั้น ไม่อาจเรียกว่าบ้านได้ด้วยซ้ำ สถานการณ์คราวนั้นเรียกว่า “น้ำตาตกใน” ทีเดียว”

อาเฉลิม ปรึกษากับภรรยาอย่างหนัก ก็มีความคิดว่าต้องไปหยิบยืมเงินจากญาติ เช่นคุณพ่อผมที่นครสวรรค์ หรืออาจเลยไปถึงลพบุรี เพราะที่นั่นญาติเยอะ

แต่ก็มีปัญหาว่าค่าเดินทาง ค่ารถไม่มี เรียกว่าคำว่า “ไม่มี” สมัยนั้นคือเกลี้ยงกระเป๋าอย่างแท้จริง คืนนั้น เมื่ออาเฉลิมสวดมนต์ไหว้พระแล้วก็นึกถึง “พ่อแก่” อย่างจับจิต จับใจ จึงจุดธูป 5 ดอก บอกพ่อแก่และ “บน” ทันที
การบนก็เป็นไปตามมีตามเกิด เช่น เหล้าโรง 1 ขวด ปลาช่อนแป๊ะซะ ก็จับเอา
ตามห้วยหนองคลองบึงมียกยอ ลงเบ็ด ว่ากันไปตามประสา (แต่ในปัจจุบันอาเฉลิม เลิกทำบาปเด็ดขาดมาร่วม 20 ปีแล้ว)

การบนก็คือ “ขอให้มีเงินใช้มาแก้ขัดสัก 20 วันเถิด หรือครึ่งเดือน...15 วันก็ได้” เรียกว่าขอกันดื้อ ๆ ตอนนั้นก็ยังนึกไม่ออกว่า “พ่อแก่” จะดลบันดาลหาเงินมาให้ใช้ได้อย่างไร

ข้อสำคัญคือขอสัก “200 บาท”

เพราะ 200 บาทสมัยนั้นซื้อข้าวสารได้หลายกระสอบ เมื่อ “บน” แล้วก็นอนหลับๆ ตื่นๆ ฝันไม่ดีไปเป็นชั่วโมง ๆ ยังไม่ทันรุ่ง คืนนั้นเอง “พ่อแก่” ก็สำแดงปาฎิหาริย์ อาเฉลิมสะดุ้งสุดตัว คว้าดาบ คว้าปืน คว้ากระบอกไฟฉายรีบกระโดดลงจากกระต๊อบที่ทำเป็นใต้ถุนเตี้ย ๆ สาเหตุ เพราะว่าได้ยินเสียงไม้ไร่หักโผงผ่าง ดังกระหึ่ม เป็นที่ผิดสังเกต ที่ไร่กล้วยที่ทำไว้ข้างๆ กระต๊อบ
อาผู้หญิงและลูก ๆ อกสั่นขวัญแขวนอยู่บนกระต๊อบ ไม่กล้าไปไหน ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย จึงนึกเดาเหตุการณ์ไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไร่กล้วยไข่ข้างบน

ฝ่ายอาเฉลิม ส่องไฟฉายไปเจอช้างพลายเชือกหนึ่ง ในความมืดนั้นกำลังอาละวาดเอางวงถอนต้นกล้วยต้นแล้วต้นเล่า ฟาดเอาๆ จะกินบ้างก็ไม่กี่ต้น แต่กระทืบเสียหลายสิบต้น

พอเหลือบมาเห็นไฟฉาย ช้างตกมันตัวนั้นที่มีโซ่ขาดสวมเท้าหน้าอยู่ก็วิ่งเข้าชาร์จทันที อาเฉลิม วิ่งหลบเข้าโคนต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบ ใจเต้นตูมตาม พลางดับไฟ ช้างตกมันตัวนั้นจึงวิ่งผ่านเลยไป และเงียบไปกับบรรยากาศตอนรุ่งสาง อาเฉลิม นึกว่าเป็นเรื่องที่ถูกซ้ำเติมในชะตากรรม จึงเสียใจมากในขณะนั้น

ทว่า พอแสงทองจับขอบฟ้า ก็ปรากฏว่ามีผู้ใหญ่บ้านกับเจ้าของช้าง 2-3 คน มาตามช้าง และมาสำรวจพืชไร่ที่ช้างตกมันมาอาละวาดทำความเสียหายไว้

ตกลงท่านผุ้ใหญ่บ้านตัดสินให้เจ้าของช้างจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน “200 บาท” พอดี๊ พอดี กับที่อาเฉลิม “บน” กับพ่อแก่ไว้
เมื่อได้รับเงินแล้ว อาเฉลิมก็เป็นสุขมาก เพราะต้นกล้วยตัดแต่งแล้วก็ปลูก
ซ่อมได้ อีกไม่ถึงครึ่งเดือนพืชไร่ชนิดอื่นก็นำออกขายได้เงินมาต่อชีวิตได้อีก
รอดตายไปได้ เพราะ “อภินิหารพ่อแก่” ด้วยประการฉะนี้

เรื่องของ “พ่อแก่” ยังมีอีก โปรดอ่านตอนต่อไปครับ
Gern.Naraphat โพสต์เมื่อ 12-1-2011 09:41 | แสดงโพสต์ทั้งหมด
ขนผมลุกครับ(จิตสัมผัส)
sun โพสต์เมื่อ 12-1-2011 12:51 | แสดงโพสต์ทั้งหมด
พ่อแก ขลัง
AisawanyA โพสต์เมื่อ 13-1-2011 23:24 | แสดงโพสต์ทั้งหมด
.
 เจ้าของ| โก๊ะ โพสต์เมื่อ 14-1-2011 12:19 | แสดงโพสต์ทั้งหมด
มาอ่านกันต่อครับ... ตอน 3


ตัวแสดงลิเกยุคแม่เนื่องแห่งคณะ “ศรีกำแพงเรืองนาม” ทุกตัว (ตามประเพณีเขาเรียกกันเป็นตัว ๆ ครับ ไม่ถือว่าหยาบคาย) จะพบกับอภินิหารของพ่อแก่ด้วยกันทุกคน ต่างแต่ว่ามากน้อยต่างกันเท่านั้น

คุณพ่อเคยเล่าให้ผมฟังว่า สมัยก่อนมีตัวแสดงคนหนึ่งเป็น “ขี้ยา” คือสูบฝิ่น และคราวหนึ่งได้ถูกนักเลงหาเรื่องในร้านข้าวแกง และเกิดดวลกันด้วยมีดและไม้อุตลุดไปหมด “ลิเก” คนนี้ชื่อ “สนอง” (ถ้าผมจำไม่ผิด) เป็นผู้ชนะ ทำร้ายคู่ต่อสู้เสียหมอบ

นายสนองถูกแจ้งจับดำเนินคดี จึงต้องหนีอุตลุดเช่นกัน

ชาวลิเกคณะแม่เนื่องทุกคนต่างเอาใจช่วยพรรคพวกของตัว และคอยเป็นหูเป็นตาให้ เพราะนักแสดงร่วมคณะต่างสามัคคีกันเป็นอันดีพอใช้ได้

ที่ว่า “พอใช้ได้” เพราะถ้ามีเรื่องร้ายต่างก็ช่วยกัน แต่ในภาวการณ์ที่สงบ จะวิวาทกันเองอยู่บ่อย ๆ เพราะต่างก็มี “ฤทธิ์” และลูกเล่นคนละมาก ๆ

เวลาออกไปแสดงหน้าพาทย์ จะร้อง “ขับ” กันอยู่เสมอ การร้องขับกันจะเป็นตัวแสดงสำคัญ เช่น ตัวพระ (ตัวแสดงเป็นเจ้า) ตัวพระเอก ตัวโกง นางเอก ตัวโจ๊ก อำมาตรย์โกง อำมาตย์ซื่อ และตัวอาจารย์ฤาษี เป็นต้น

ร้องขับกัน ในเนื้อหาหลักยิ่งยากนัก เช่น อำมาตย์ซื่อร้องว่า ตัวโกงขาดศีลธรรม ขาดอิทธิบาทสี่ ลงด้วย “กลอนลี”

ตัวโกงต้องร้องแก้ และต้องลง “กลอนลี” เช่นกัน จึงจะถือว่า “เก่ง” และป้องกันตัวได้ เป็นลิเกมีชั้น คือ “ชั้นดี” หรือ “ชั้นครู”

เช่นอำมาตย์ซื่อร้องราชนิเกริง ลงว่า

“การทำดี มีผล เป็นเรื่องของคน..ทำดี”

ถ้า อำมาตย์โกงร้องตอบและลงท้ายว่า.. (ตัวอย่าง)

“..เรื่องการทำดีมีผลเป็นเรื่องของคนแสนโง่.. ทำดียิ่งจนคนโซ เห็นกันทนโท่หลายหลาก.. ใครทำดี ๆ บ้าง ชัง ๆ ตอบ ตามระบอบอยู่รอด นี่แหละยอดของคนที่ปุถุชนเรียกพี่.. ทำดีได้ดีมีที่ไหน..เขาเรียกว่าควายทั้งปี..”

จะเห็นว่าลง “กลอนลี” เหมือนกันอย่างนี้ถือว่าใช้ได้ และจะต้องร้อง “กลอนต้น” เสียด้วยคือแต่งไปร้องไปเดี๋ยวนั้น จังหวะจะโคนการเอื้อนเอ่ยคำร้องก็จะต้องไม่เสียอีกด้วย ลิเกตัวนั้นจึงจะได้รับการยกย่องว่าเป็น “ชั้นครู”

การร้องราชนิเกริงโต้ตอบกันที่โด่งดังและคนในวงการลิเกยกย่องมากคือ การโต้ตอบระหว่างท่าน “พร ภิรมย์” กับ “ชาย เมืองสิงห์” สมัยเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน และผมได้เข้าไปเห็นเหตุการณ์พอสมควร

คือตอนนั้น พร ภิรมย์ และชาย เมืองสิงห์ สังกัดอยู่วงดนตรี คณะจุฬารัตน์ จู่ ๆ ท่านพรภิรมย์ ก็
บ๊ายบายจากคณะจุฬารัตน์ เพราะความขัดแย้งเรื่องห้ามออกทีวี และห้ามร้องให้คณะอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต จาก “ครูมงคล อมาตยกุล” นักแต่งเพลงชื่อดังและเป็นหัวหน้าวงดนตรีจุฬาภรณ์

แต่ ขณะนั้น พร ภิรมย์ ดังมาก ใคร ๆ ก็ติดต่อไปร้องเพลงให้เขา ไม่ว่างานวัดหรือการออกทีวี หรืองานสำคัญต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน

ทว่าตอนนั้น....ชาย เมืองสิงห์ ยังดังไม่มาก...

เมื่อท่าน พร ภิรมย์ ถูกปิดกั้น “รายได้” จำต้อง “ดังแล้วแยกวง” ตามธรรมชาติของนักร้องดังทั้งหลาย ที่มีวิถีโคจรของชีวิตคล้าย ๆ กันและทุกวันนี้ ในวงการศิลปินก็คล้าย ๆ กันจึงต้องมีใบสัญญาตามกฎหมาย

เมื่อแยกวงไปแล้ว ชาย เมืองสิงห์ จึงอัดแผ่นราชนิเกริงมา “อัด” พร ภิรมย์ (อาจารย์ มงคล...หรือครูมงคล จะแต่งให้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ) คำร้องนั้นลงท้ายว่า (เป็นกลอนเล็น)

“..สันดาน..ไอ้ดาวกระเด็น!” คือ ตามลักษณะนี้เขาเรียกว่าเป็น “กลอนเล็น” เมื่อเพลงนี้ออกอากาศก็ฮือฮากันทั่วประเทศ แฟนเพลงที่เป็นแฟน “พร ภิรมย์” ต่างไม่พอใจ แต่ก็ชอบฟังไม่เบื่อ การเปิดของสถานีวิทยุต่าง ๆ ถี่มาก นับเป็นร้อย ๆ ครั้งต่อวันและเท่าที่รู้เบื้องหลังมา ไม่มีการจ้างเปิดเหมือนสมัยนี้...
อีกไม่กี่วันต่อมา...เพลงราชนิเกริงโต้ตอบแบบชาวลิเกของท่านพร ภิรมย์ ก็ออกอากาศใหม่เอี่ยม ยิ่งฮือฮา เปรี้ยงปร้าง...หนักขึ้นไปอีก เพราะลีลาการร้องชั้นครู การเอื้อนเอ่ย กระแทกกระทั้น มันส์หยด...คำร้องโต้ตอบเป็น “กลอนเล็น” เช่นกันตามธรรมเนียมนิยม
ตอนท้าย...ตอนลงมีว่า “ดาวกระเด็น ไม่เหม็นคาว เพราะไม่ใช่ดาว...เหลือเดน” ...นับเป็นการแต่งโต้ตอบที่เหนือชั้นจริงๆ เพราะเพียงเอา “ไม้ไต่คู้” ออกเท่านั้น...จาก “เด็น” เป็น “เดน” ลงกลอนเล็นเป๊ะๆ !

นี่แหละครับ...ในวงการลิเก เขามีกลเม็ดเด็ดพรายอย่างนี้

ทีนี้มาว่ากันถึงเรื่อง “อภินิหารของพ่อแก่” กันต่อไป

คือพวกตำรวจนับสิบคนยกกำลังมาจับตัวลิเกที่ชื่อ...สนอง...นายสนองก็วิ่งหนีเข้าป่ากล้วยหลังโรงลิเก วิ่งกวดกันไปติดๆ...ทุกคน และชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างลงความเห็นว่า..."หนีไม่รอด” พันเปอร์เซ็นต์ เพราะตำรวจทั้งไว ทั้งแข็งแรงกระฉับกระเฉงวิ่งเร็ว...แต่นายสนอง หุ่นเขี้ยว วิ่งไม่เร็วอย่างนี้ต้องถูกตามทันใส่กุญแจมือแน่นอน...

....แต่ทุกคนคาดผิด ! เพราะหลังจากทั้งสองฝ่ายวิ่งหายเข้าไปในป่ากล้วยแล้ว...หลังจากนั้นปนะมาณเกือบ 2 ชั่วโมง พวกตำรวจพากันกลับออกมาอย่างอ่อนระโหย แต่ไม่ได้ตัวนายสนองออกมา...(เหตุการณ์นี้เกิดที่จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อเกือบ 50 ปี มาแล้ว)
หลังจากนั้นหลายวัน...ได้ข่าวว่านายสนองหนีไปต่างจังหวัด...ต่อมาได้มีโอกาสได้พบกับ
คุณพ่อของผม และเล่าว่า...”เสริมเอ๋ย....เราเหนื่อยแทบตาย พอหนีไม่ไหวก็ล้มลง ลุกไม่ขึ้น เลยนอนฟุบอยู่กับกอกล้วยไข่ที่เขาตัดเครือไปแล้ว...มันไม่มีใบตองอะไรบังเราได้หรอก.
..นอกเสียจากพ่อแก่...!
"

“เรื่องเป็นอย่างไร?”
“เราบนพ่อแก่นะซิ...เราฟุบหน้าลงกับใบตองผุๆ กลิ่นมันพิกล...เราตั้งจิตอธิษฐานต่อพ่อแก่...บนหัวหมูหนึ่งหัว เหล้าโรง ของเซ่นสรวงตามธรรมเนียม” นายสนองหุ่นผอมกะหร่อง สักตามตัวเป็นรูปหนุมาน และยันต์เก้ายอดกล่าวอย่างอารมณ์ดี

นายสนองเล่าต่อไปว่า...

“ตำรวจวิ่งเลยไป...แล้วกลับมาค้นหา มันแทบจะเหยียบหัวเราเลยละ...แต่ประหลาดยิ่งกว่าประหลาด มันไม่เห็นเรา...”
“นี่แหละ...อภินิหารของพ่อแก่” คุณพ่อของผมสรุปอย่างเชื่อมั่นโดยไม่มีข้อเคลือบแคลงใดๆ...เพราะว่าในชีวิตของคุณพ่อ
ได้พบอภินิหารของพ่อแก่หลายสิบครั้ง

โดยเฉพาะตัวแสดงลิเก ศิษย์ของคุณพ่อรุ่นต่อๆมา มีปัญหาอะไรมาขอ “บน” ต่อพ่อแก่ได้ได้ผลเสมอ...และที่ได้ผลชะงัดมากอีกอย่างหนึ่งคือ...” การบนไม่ให้เป็นทหาร”

ตัวแสดงลิเกที่เป็นวัยรุ่น และอายุมากมาถึงกำหนดเกณฑ์ทหาร ต่างก็ไม่อยากเป็นทหาร จึงมาปรึกษาคุณพ่อให้ช่วยบนให้

ตามปกติ คุณพ่อจะสนับสนุนให้ลูกผู้ชายต้องรับใช้ชาติ แม้แต่คุณพ่อก็ถูกเกณฑ์เป็นทหาร และต้องรับใช้ชาติอยู่ 6 ปี นับว่านานมาก ช่วงสงครามญี่ปุ่นบุกไทย ปี 2484 และมีสงครามชายแดนเขมรกับพวกฝรั่งเศสแถบปอยเปต...คุณพ่อได้รับ...”เหรียญชัยสมรภูมิ” อีกด้วย...และนามสกุล “เย็นฉ่ำ” เป็นนามสกุลที่ได้รับพระราชทานจาก “รัชกาลที่ 6” คือ “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” เพราะแต่เดิม สมัยสงครามโลก ครั้งที่ 1 “คุณปู่” ได้อาสาสมัครไปรบที่สมรภูมิยุโรป

เมื่อคุณพ่อพิจารณาเห็นว่าตัวแสดงลิเกคนนี้มีภาระมาก เช่น ต้องเลี้ยงดูแม่ที่เจ็บป่วย เป็นกำลังของครอบครัว ถ้าต้องไปเป็นทหาร ทางพ่อแม่ ครอบครัวจะมีความลำบาก คุณพ่อก็จะจุดธูป “บน” พ่อแก่บอกกล่าวไปตามความเป็นจริง
ที่สำคัญคือบอกว่า...”พ่อแก่....เอาไว้คนนี้จะแสดงลิเกต้านคอมมิวนิสต์...ส่วนการเป็นทหารคนอื่นๆเขามี
มากอยู่แล้ว...ขอให้เว้นการเป็นทหารไว้สักคนเถิดพ่อแก่...”


เนื่องจากเป็นที่ประหลาดว่า ดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของพ่อแก่ไม่ชอบคอมมิวนิสต์เอามากๆเลย...การ “บน” จึงได้ผลทุกครั้ง ชนิด 100 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว...

โปรดติดตามตอนต่อไป
Jay โพสต์เมื่อ 14-1-2011 20:20 | แสดงโพสต์ทั้งหมด
มาอ่านกันต่อครับ... ตอน 3 ตัวแสดงลิเกยุคแม่เนื่องแห่ ...
ต้นฉบับโพสโดย โก๊ะ เมื่อ 14-1-2011 12:19


    รอติดตาม ตอนต่อไป คร๊าบ
คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับโพสต์นี้ได้ เข้าสู่ระบบ | สมัครเป็นชาวเมืองเสน่ห์กาหลง

รายละเอียดเครดิต

|รายชื่อผู้กระทำผิด|Mobile|Archiver 

GMT+7, 18-12-2014 20:34 , Processed in 0.087253 second(s), 14 queries , Xcache On.

เมืองเสน่ห์กาหลง Khalong Charming Town

Powered by Discuz! © 2001-2013 Comsenz Inc.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้